เรียนต่อ แอดมิชชั่น

ค้นหาคณะที่ใช่ ก่อนตัดสินใจแอดมิชชั่น

ค้นหาคณะที่ใช่ ก่อนตัดสินใจแอดมิชชั่น จะจบมัธยมปลายแล้วแต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนต่ออะไรดี? การไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือถนัดอะไรนั้น ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่นักเรียนมัธยมหลายๆคนกำลังเจอ ซึ่งบางครั้งเราอาจรู้อยู่ในใจแล้วว่าตัวเองชอบอะไร แต่มีเหตุผลที่เรียนไม่ได้ หรือพ่อแม่ไม่สนับสนุน เมื่อต้องตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างจึงดูเป็นเรื่องที่ยาก และคิดหนักเมื่อนึกต่อไปถึงหน้าที่การงานในอนาคต ดังนั้น น้องๆจึงจำเป็นต้องสำรวจตัวเองเพื่อรู้ให้ได้ว่า สิ่งไหนที่เราถนัด คณะไหนที่ใช่ หรือขัดใจเราน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถเรียนได้ เขียนลิสต์สิ่งที่ตัวเองถนัดและสิ่งที่ตัวเองอ่อน อย่างแรกเลยคือการลองลิสต์ออกมาเป็นข้อๆว่ามีอะไรบ้างที่เราถนัดหรือพอจะทำได้ ไม่ได้อ่อนจนต้องโบกมือเซย์กู๊ดบาย และอะไรบ้างที่เราไม่ถนัดแบบที่ต้องยอมแพ้จริงๆ เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วแต่ฉันเป็นสิ่งนี้ให้เธอไม่ได้ เมื่อลองเอาทุกข้อมาเทียบกับคณะที่เราจะเรียนแล้ว ก็มาประเมินดูอีกทีว่าอันไหนที่เรามีความสุขมากที่สุด และอันไหนที่เรียนแล้วมีความสุขน้อยที่สุด เรียนไปก่อน ทำงานสายไหนค่อยว่ากัน บางครั้งคณะที่เราเลือกก็ไม่ใช่คณะที่เราอยากเรียนจริงๆเสมอไป แต่อาจจะด้วยเหตุผลที่เรามีตัวเลือกไม่มากนัก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนไปก่อน เรียนในคณะที่คิดว่าตัวเองไหว หลังจากเรียนจบจะทำงานสายไหนค่อยคิดดูอีกที มีหลายคนที่เรียนจบแล้วทำงานไม่ตรงสายเพราะเรียนคณะที่รอดแล้วเลือกงานที่รัก หรือบางคนเรียนสิ่งที่รักแต่จบมาต้องเลือกงานที่ตัวเองทำแล้วรอด นั่นแปลว่าทุกอย่างย่อมต้องมีความยืดหยุ่น เราไม่อาจเลือกในสิ่งที่ชอบไปเสียหมดได้ เอาเป็นว่า ‘รอด’ ไว้ก่อนเป็นดี ศึกษาคณะที่จะเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ การศึกษาเกี่ยวกับคณะที่เรียนนั้นสำคัญมาก เพื่อให้เรารู้ว่าถ้าเรียนคณะนี้แล้วจะต้องเจอกับอะไรต่อไป เนื้อหาวิชาที่เรียนประมาณไหน มีวิชาที่ต้องเตรียมรับมือเป็นพิเศษหรือเปล่า สามารถทำงานในสายงานไหนได้บ้าง คณะนี้ที่มหาลัยไหนหลักสูตรการสอนดีกว่า เริ่มจากการถามรุ่นพี่หรือคนรู้จัก แล้วจึงหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ต มีหลายเว็บที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆมาตั้งกระทู้แชร์ประสบการณ์การเรียน สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะได้ใช้ปากกาแดงวงเสียทีว่าคณะไหนที่เหมาะกับเราที่สุด

Read More
คุณลักษณะของครูที่ดี ย่อมเป็นที่รักของเหล่านักเรียน

คุณลักษณะของครูที่ดี ย่อมเป็นที่รักของเหล่านักเรียน

คุณลักษณะของครูที่ดี ย่อมเป็นที่รักของเหล่านักเรียน             การประกอบอาชีพ “ครู” ว่ายากแล้ว แต่การเป็นคุนครูที่ดี เป็นแบบอย่างให้แก่เด็กนักเรียนได้เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เนื่องจากสังคมไทยส่วนใหญ่ต่างตั้งความหวังเอาไว้ว่า “ครู” จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกศิษย์ผู้ที่จะเติบโตมาเป็นทรัพยากรที่ช่วยสร้างคุณภาพให้แก่สังคม ตามธรรมชาติของผู้ประกอบอาชีพครูล้วนแล้วต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย ฉะนั้นผู้การเป็นครูจึงจำเป็นต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และใฝ่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 1.รอบรู้ในเรื่องวิชาการ และตัวเด็ก จัดการสอนให้มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในด้านวิชาการ และความเข้าใจในตัวของลูกศิษย์ที่ครูมีหน้าที่สอน เพื่อปรับวิธีการเรียนการสอนให้เข้ากับทางบริบทของโรงเรียน และในห้องเรียนชั้นนั้น ๆ โดยเฉพาะการให้ให้คำแนะนะ ให้คำปรึกษาแก่เด็กนักเรียนได้ทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องอื่น ๆ อีกทั้งยังต้องจัดเตรียมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยเตรียมการสอนล่วงหน้าอย่างมีเป็นระบบและครบทุกขั้นตอน พร้อมทั้งวางแผน จัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนให้เหมาะสมแก่ผู้เรียน และจัดทำกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วมกันอย่างทั่วถึง พร้อมทำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น 2.มีความเมตตากรุณา ยุติธรรม ครูผู้สอนต้องมีความสนใจและห่วงใยในการเรียนและความประพฤติของตัวผู้เรียนเอง คอยแนะนำเอาใจใส่ช่วยเหลือเด็ก และเพื่อนร่วมงานให้ได้รับแต่ความสุข ควรเป็นกันเองกับผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้สึกเปิดเผย กล้าคิดกล้าแสดงออก ไว้วางใจและเป็นที่พึ่งได้ นอกจากนี้แล้วควรมีความยุติธรรม และรู้จักเอาใจใส่ต่อตัวผู้เรียนและเพื่อนร่วมงานทุกคนด้วยความเสมอภาค ไม่ลำเอียงตัดสินปัญหาของผู้เรียนด้วยความไม่ชอบธรรม มีความเป็นกลางเสมอ พร้อมยินดีช่วยเหลือผู้เรียน ผู้ร่วมงานและผู้บริหาร โดยไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง 3.มีความรักและศรัทธาในอาชีพครู รู้จักพัฒนาตนเอง ครูที่ดีนั้นต้องรู้จักประเมินผล ปรับปรุงการทำงานของตนอยู่เสมอ พร้อมน้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารย์และนำมาพัฒนาแก้ไขให้ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ…

Read More
เรียน IELTS

เรียนเพื่อสอบ IELTS ต้องเตรียมตัวอย่างไร

           IELTS (International English Language Testing System) เป็นการสอบวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ ซึ่งเป็นระบบที่ไว้สำหรับทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศอย่างประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา อังกฤษ นิวซีแลนด์ อเมริกา ที่ยอมรับผลการสอบ IELTS             การสอบ IELTS จะให้ความสำคัญในทักษะของ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยคะแนนจะแยกออกจากกัน ผลที่ได้จะมีความแม่นยำและชัดเจนมาก จึงเป็นการสอบที่มีการวัดความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างชัดเจน การเรียน IELTS จะต้องทราบว่าข้อสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษา โดยข้อสอบทั้ง 2 ชุด มีดังนี้ Academic Module เพื่อการศึกษาต่อ สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา ทั้งในระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญาเอก General Training Module เพื่อการฝึกอบรม สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี…

Read More
เตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับงานรับปริญญา หลังจบการศึกษา

เตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับงานรับปริญญา หลังจบการศึกษา

การรับปริญญา เป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้เวลาไปกับการเรียน และมีชีวิตที่สนุกสนานร่วมกับเพื่อนๆในรั้วมหาวิทยาลัย จนกระทั่งวันหนึ่งที่ทุกคนประสบความสำเร็จ ได้จบการศึกษา มีงานและตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบ มีรายได้เป็นของตัวเอง ก็จะถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำหนดการของงานรับปริญญา ซึ่งนักศึกษาที่จบไปส่วนมากจะรับรู้แค่เพียงเรื่องการเตรียมตัวสำหรับงานนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่กำลังจะตามมาในงานพิธีครั้งนี้   การรับปริญญาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการรับปริญญาทั้งหมดนั้น จะมีหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายสำหรับการจ้างช่างแต่งหน้า ทำผม ชุดนักศึกษาที่ถูกระเบียบ รองเท้าคัชชูถูกระเบียบ ค่าเช่า/ตัดชุดครุย ค่าจ้างของช่างถ่ายภาพ เงินค่ากรอบรูปรับปริญญาแบบเดี่ยวและรูปถ่ายแบบรวมหมู่คณะ ค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักค้างคืนสำหรับคนที่้ต้องเดินทางไปสถานที่ไกลๆ ค่าน้ำมันรถหรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาฝึกซ้อมซึ่งไม่ต่ำกว่า 2-4 วัน รวมทั้งเงินบริจาคการบูมบัณฑิตใหม่ ซึ่งนักศึกษารุ่นน้องจะทำการล้อมบูมรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว สำหรับบางคนที่ทำงานรับเงินเป็นรายวัน ก็อาจจะมีการหักเงินในวันที่เดินทางมาฝึกซ้อมด้วยอีกหลายวัน โดยสามารถคำนวณคร่าวๆได้ดังนี้     (ยกตัวอย่าง)การคำนวณค่าใช้จ่ายงานรับปริญญาคร่าวๆ 1.จ้างช่างแต่งหน้า-ทำผม ฝึกซ้อมรวม 3 วัน รับจริง 1 วัน เท่ากับทั้งหมด 4 วัน สมมุติราคาที่ 1,000 บาทต่อวัน บัณฑิตก็จะต้องเตรียมเงินไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท   2.ค่าชุดนักศึกษาและรองเท้าคัชชู (ถูกระเบียบ) ในกรณีที่ต้องซื้อชุดนักศึกษาใหม่ ก็จะต้องเสียค่าชุดนักศึกษา…

Read More